Untitled Document
Untitled Document
 

 
คิดแล้วรวย
พลิกชีวิต คิดเชิงบวก
ความเชื่อมั่น สร้างได้ด้วยตัวเอง
เป้าหมาย
เปลี่ยนตัวเองให้เป็น อย่างที่อยากเป็น
คัมภีร์สุดยอดทัศนคติ ใช่เลย!!
  เพิ่มเติม >>>
 
 
right story
  •  เรื่องที่อยากเล่าให้ฟัง 165
  •  เรื่องที่อยากเล่าให้ฟัง 164
  •  เรื่องที่อยากเล่าให้ฟัง 163
      ทั้งหมด »»  
     
  •   หัวหน้าทวงงานแล้วรู้สึกหงุดหงิดทุกที ควรแก้ไขอย่างไร?
  •   ความอยากในการทำงานจะลดลงเมื่อเจออุปสรรค จะให้กำลังใจตัวเองอย่างไร?
  •   การพัฒนาพนักงานในองค์กรเราควรพัฒนาคนเก่งหรือพัฒนาคนที่ไม่เก่งดี ?
      ตัวอย่างคำปรึกษาอื่นๆ»»  
     
    คุณ สมศักดิ์ สุริยะกุล
      เนื่องจากผมชอบอ่านหนังสือ จึงเปิดอ่านส่วนนี้ก่อน และเนื่องจากรู้จักเจ้าของบล๊อกเป็นการส่วนตัว และรู้ว่าจะได้แนวคิด ด้านการบริหารในแง่จิตวิทยา และภาวะผู้นำที่เปิดมุมมองใหม่ ๆ ดี ๆ อย่างที่ ผมเคยได้มาแล้วจึงสนใจส่วนนี้เป็นพิเศษ
      เชิญอ่านต่อครับ >>>    
       
     

       
     

    เรื่องที่อยากเล่า # 29

    บุคคลในโลก มีอยู่ 2 ประเภท คือ (1)บุคคลที่ช่างจุดไฟให้ผู้อื่น (2)บุคคลที่คอยดับไฟให้ผู้อื่น

    07 พ.ค. 2551

    ผมอ่านหนังสือหลายๆเล่ม ชอบใจเรื่องของบุคคล 2 ประเภท ซึ่งมีอิทธิพลกับบุคคลอื่นๆ ในการที่จะทำให้เขาบรรลุผลสำเร็จในชีวิตของเขาหรือไม่ คงแปลกใจแล้วสิครับว่าบุคคลทั้ง 2 ประเภทนั้นเป็นอย่างไร?

    การพัฒนาพนักงานในองค์กรเราควรพัฒนาคนเก่งหรือพัฒนาคนที่ไม่เก่งดี


    บุคคลในโลกมีอยู่ 2 ประเภทครับ (หนังสือหลายๆเล่มบอกไว้) คือ

    1. บุคคลที่ช่างจุดไฟให้ผู้อื่น : คนประเภทนี้จะคอยให้กำลังใจ, คอยเติมพลังให้ , คอยส่งเสริมแนวความคิด , คอยแนะนำ และคอยจับสิ่งที่ดีๆของผู้อื่นเพื่อทำให้ผู้นั้นสามารถดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไปได้ตามเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้ ถ้าหากเกิดอุปสรรค ปัญหาใดๆ ก็จะได้รับการช่วยเหลือจากนักจุดไฟให้ทำต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ
    2. บุคคลที่ช่างดับไฟให้ผู้อื่น : คนประเภทนี้จะคอยลดทอนขวัญกำลังใจของคน, คอยแย้ง , คอยดูถูก , หรือทำให้ผู้อื่นไม่มั่นใจในตัวเองอีกทั้งยังคอยจับผิดเรื่องที่ผู้อื่นทำ โดยให้เหตุผลกับตัวเองว่าเป็นผู้หวังดีไม่อยากให้เกิดความผิดพลาด จึงทักท้วงใว้ทั้งๆที่จริงแล้วตัวเองก็ไม่มีแนวความคิดที่ดีอื่นๆไว้แนะนำเลยเพียงแค่เป็นคนชอบแย้งเท่านั้นเอง

    สิ่งที่ผมอยากพูดต่อก็คือ ในสังคมปัจจุบันเราจะเจอบุคคลที่ช่วยดับไฟผู้อื่นอยู่มากกว่า จะหาน้อยมากที่จะเจอผู้ที่จุดไฟให้เรา ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะเลือกคุยกับใครก็ได้ที่คอยเติมพลังให้กับเรามากกว่า ที่จะคุยกับคนที่คอยดูดพลังไปจากเรา เพราะการทำอะไรก็แล้วแต่ย่อมมีอุปสรรคและเกิดปัญหาขึ้นดังนั้นคนจึงต้องมีความมั่นใจและมีพลังเพื่อให้การทำงานนั้นต่อเนื่องไปได้ตลอด จนกว่าจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นเราจึงควรอยู่ใกล้ๆกับบุคคลเป็นช่างจุดไฟหรือเติมพลังให้กับเรามากกว่าคนที่คอยดับไฟเรา (ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม)

    ท่านผู้อื่นคิดอย่างไรครับ ท่านเลือกได้นะครับว่าจะอยู่ไกล้กับใคร ?


    << เรื่องก่อนหน้า เรื่องเล่าย้อนหลัง เรื่องต่อไป >>

    Feedback >> ส่งความคิดเห็น/มุมมองของท่าน
    Date ความคิดเห็นเพิ่มเติม  
    15 พ.ค. 2551 จริงๆแล้วคงไม่ใช่ความคิดเห็นที่จะนำเสนออะไรหรอกครับ น่าจะเป็นเรื่องเล่าแบ่งปันในส่วนประสบการณ์ส่วนตัวของผมมากกว่า คงต้องบอกเบื้องตันก่อนว่ารู้จักกับคุณปกรณ์ เจ้าของเวบไซดต์นี้เป็นการส่วนตัว เคยทำงานใต้บังคับบัญชาของคุณปกรณ์มาก็มาก แต่ปัจจุบันนี้ได้ถึงเวลาที่ต้องบินเดี่ยวไปทำธุรกิจของตัวเองไกลถึงเชียงราย ต้องมามีลูกน้องของตัวเองก็ไม่มากมายอะไรแค่ 12 คน โหลหนึ่งพอดีเลย เคยได้รับการโค้ชจากคุณปกรณ์มาก่อนในสมัยที่ได้ทำงานด้วยกัน หลายเรื่องดูเหมือนจะเข้าใจ ณ เวลานั้น แต่พอทุกวันนี้ต้องมาทำงานที่เป็นกิจการของตัวเองกลับได้เรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วเรื่องที่เราคิดว่าตัวเองเข้าใจนั้น สุดท้ายกลับไม่ได้เข้าใจจริงๆสักเท่าไหร่ ของอย่างนี้ต้องทำไปเจอไปให้มันเกิดปัญหา แล้วต้องแก้เสียก่อนถึงจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับมัน ผมได้ทำศูนย์กระจายขายส่ง และขายปลีกนมเปรี้ยวยี่ห้อหนึ่ง ไฟแรงมากเพราะลงทุนไปเยอะฉะนั้นจึงทุ่มเทอย่างสุดๆ ผมไล่สำรวจพื้นที่ ตลาดเป้าหมาย เรียกว่าเอ็กซเรย์กันทุกตารางนิ้วที่ตัวเองได้สิทธิ์มาจากบริษัทแม่ และในที่สุดก็รู้พื้นที่รู้ตลาด แรกๆก็ลงไปทำเองเพราะคนยังไม่พอ แต่เมื่อพอมีพนักงานเข้ามาช่วยทำ ด้วยคิดว่าตัวเองรู้ทำได้ ก็กำหนดตลาด และแผนให้ทำโดยพนักไม่ต้องคิดอะไรทำตามแค่เราบอกก็พอ ก็คิดว่าพนักงานต้องรู้ และทำได้เหมือนกับเรา กลายเป็นว่าพนักจะผิดพลาดให้ผมเห็นไม่ได้เลยเพราะจะรู้เท่าทันเขาไปหมด และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือมีพนักงานลาออก และก็เป็นอย่างนี้ในช่วงแรกคือเดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร(คือยังไม่รู้ตัวเอง) ทั้งๆที่ตอนสมัยทำงานกับคุณปกรณ์ถ้าเป็นปัญหาขององค์กรอื่นกลับมองเห็นว่าเขาเกิดอะไรอยู่ ต้องแก้ยังไง เรื่องนี้สุดท้ายมันก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา หลังจากมีโอกาสได้เข้ากรุงเทพฯ และมาโค้ชกับคุณปกรณ์อีกครั้ง ทำให้รู้ว่าตัวเองกลับมาพลาดเรื่องง่ายๆ ที่ง่ายมากๆอยู่ 2 เรื่องซึ่งอยู่ในเรื่องของคุณสมบัติการเป็นผู้นำ(ถ้ารู้นะ ถ้าไม่รู้ก็จะกลายเป็นเรื่องยากทันที)

    1.เรื่องการให้คะแนนลูกน้องเต็มสิบ หัวข้อนี้กำลังจะบอกว่าคุณต้องเชื่อมั่นในตัวลูกน้องคุณ ไม่ว่าเขาจะเคยเป็นอย่างไรมาก่อน แต่ถ้าคุณรับเขาเป็นลูกน้องแล้วคุณก็ต้องเชื่อ และไว้ใจว่าเขาทำได้ ซึ่งในข้อนี้ผมไปพลาดตรงที่ว่า ผมลงพื้นที่ทำตลาดมาก่อน และมียอดขายในระดับที่ผมทำได้ พอลูกน้องทำไม่ได้อย่างที่เราเคยทำ เราก็โยนความเครียดทั้งหมดไปที่เขา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเขา โดยปัญหาที่เราเจอกับที่เขาเจอนั้นมันเป็นเรื่องเดียวกันก็จริง แต่ด้วยวุฒิภาวะ และตำแหน่งของเราอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับลุกน้องเราแล้วเขาอาจคิดว่ามันไม่เล็กเหมือนเรา ผมเลยอาจกลายเป็นช่างดับไฟเหมือนที่คุณปกรณ์เล่าก็ได้

    2.เป็นเรื่องทัศนคติเกี่ยวกับคน ด้วยความที่ว่าเราไม่เคยมีประสบการณ์ในฐานะตำแหน่งสูงสุดขององค์กรอย่างนี้มาก่อน ทำให้เรากลัว กลัวเหลือเกินเรื่องพนักงานที่เราสร้าง ถ้าเก่งแล้วเขาจะอยู่หรือเปล่า แล้วถ้าเขาไม่อยู่พื้นที่ขาย และตลาดที่เขาชำนาญเรามิต้องลงไปวุ่นวายกับมันใหม่อีกเหรอ ด้วยแนวคิดที่เผลอพลาดไปแบบนี้ ทำให้การกระทำของเราแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว นั่นก็คือพยายามจะทำงานซ้ำซ้อนกับลูกน้องตลอดเวลา กลัวตัวเองรู้ในส่วนงานของลูกน้องน้อยกว่า กะว่าถ้าเรารู้ไม่น้อยกว่าเขาถึงเขาจะลาออกไปเราก็ไม่กลัว ลูกน้องเลยเกิดความกดดันเหมือนถูกจับผิดบ่อยๆ การพัฒนาตัวพนักงานขายจริงๆ มันจึงไม่เกิด ด้วยความคิดลบของเราแท้ๆ

    จากที่ได้รับการโค้ชมา ผมเลยเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานกับพนักงานใหม่อย่างง่ายๆดังนี้ครับ

    1.ให้ความสำคัญกับเขา ยอมรับ และนับถือเขา (ต้องแสดงออกให้เขารับรู้ได้จริงๆนะครับ)
    2.ปล่อยให้เขาสร้างตลาดของเขาขึ้นมาเองอย่างเต็มที่ โดยมีเราเป็นที่ปรึกษา และคอยแนะนำให้คำปรึกษาเท่านั้นพอ
    3.เพิ่มรางวัลเพื่อเป็นการจูงใจ ในการที่เขาทำสำเร็จ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆอะไรก็ได้ แล้วค่อยขยับไปสุ้เรื่องที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่ามีความท้าทายเชิงสร้างสรรค์กันตลอดเวลา

    ผลที่ได้รับ : พนักงานทำงานมีความสุขมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ยอดขายดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และตั้งแต่ผมลองเปลี่ยนวิธีการแค่ง่ายๆ กลับให้ผลที่ดีมหาศาล นั่นก็คือจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีพนักงานคนไหนลาออกอีกเลย แล้วก็มีการชวนพวกพ้องมาทำงานด้วย จนผมสามารถมีพนักงานวิ่งขายได้ครบเกือบทุกเขตแล้ครับ

    นี่เป็นเรื่องจริงที่ผมอยากจะเล่าให้ฟัง โดยประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากจะแบ่งกันให้กับผู้ที่แวะเข้ามาอ่านว่า หลักการ หรือหัวข้อต่างๆที่เป็นความรู้อันมากมายจากคุณปกรณ์นั้นไม่จำเป็นต้องจำมาปฏิบัติทั้งหมดหรอกครับ เพราะถ้าศักยภาพเราไม่ถึงเดี๋ยวธาตุไฟอาจจะแตกได้ แค่เราเลือกเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เราคิดว่าทำได้ และเป็นธรรมชาติกับตัวเราอย่างที่สุด เลือกทำเรื่องนั้นก่อน เชื่อไหมครับว่าจะมีเรื่องดีๆในการทำงานเกิดกับคุณอย่างมากมายทันที
    ขอบคุณมากครับ
    สำหรับการโค้ชดีๆที่ผ่านมา

    โดย : Paradorn Jumnongvej

    To top ^
    Untitled Document
                         
      Home | บอกเล่าแนวความคิด | เรื่องเล่าน่าภูมิใจ | web นี้ให้อะไร | หลักสูตร | บริการ | ติดต่อผม |  Copyright @ Pakornblog.com